เป็น อีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนพึงระวังกันให้ดี สำหรับ โรคผื่นผ้าอ้อมที่สร้างความระคายเคืองให้แก่ผิวลูกน้อยในช่วงหน้าฝน เพราะหากปล่อยให้ผิวลูกอับชื้น และไม่รักษาความสะอาดเป็นอย่างดีแล้ว อาจทำให้เกิดผื่นแดง และเกิดการอักเสบได้
       
       พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก ให้ความรู้ว่า โรคผื่นผ้าอ้อม หรือ Diaper dermatitis พบบ่อยในเด็กเล็ก อายุ 3 เดือนถึง 1 ปีครึ่ง ผื่นจะพบลักษณะเป็นผื่นเดงพบตามส่วนนูนที่สัมผัสกับผ้าอ้อมที่เปียกชื้น ได้แก่ บริเวณต้นขาด้านใน ก้น อวัยวะเพศ ผิวหนังบริเวณที่อยู่ลึกซึ่งไม่สัมผัสกับผ้าอ้อมจะไม่มีผื่น ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผื่นจะแดงมากขึ้น อาจพบเป็นตุ่มนูนหรือตุ่มน้ำ หรือรอยถลอกได้

ขอบคุณภาพประกอบจาก loveskid.blogspot.com

       สำหรับสาเหตุของโรค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเด็กท่านนี้ บอกว่า เกิดได้จากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น สัมผัสสารระคายเคือง ปัสสาวะและอุจจาระ การเสียดสี โดยเฉพาะเด็กที่ค่อนข้างเจ้าเนื้อ ช่วงอากาศร้อน รวมไปถึงหน้าฝนจะพบได้ค่อนข้างบ่อย และพบสาเหตุหลัก ๆ มาจากการติดเชื้อได้ด้วย เช่น เชื้อรา
       
       ในด้านของการรักษานั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก บอกว่า ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุของผื่น เนื่องจากเกิดได้จากหลายสาเหตุ ถ้าคุณแม่ทายาเอง 1-2 วันแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล สำหรับยาทาบริเวณที่มีผื่นแดง ควรใช้ยาทาสเตียรอยด์ชนิดอ่อน หรือถ้าเป็นภาวะแทรกซ้อน ให้รักษาตามสาเหตุที่พบ
       
       "โรคผื่นผ้าอ้อม สามารถป้องกันได้โดยทำความสะอาดผิวหนังให้แห้งอยู่เสมอ เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย ๆ เพื่อลดการอับชื้น สำหรับคุณแม่ที่ไม่สะดวกที่จะใช้ผ้าอ้อมแบบผ้า การเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตราฐาน สวมใส่สบาย ดูดซับและระบายอากาศได้ดี ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการเกิดผื่นได้ค่ะ" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็กแนะ

 

 

 



 

ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือโบสถ์ในเซาท์ไอส์แลนด์ของนิวซีแลนด์ (สเปซด็อคอม)

       องค์กรด้านการอนุรักษ์ความ มืดของท้องฟ้าประกาศให้เกาะเซาท์ไอส์แลนด์ของนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในสถานที่ ดูดาวที่ดีที่สุดในโลก เพราะไม่มี “มลภาวะทางแสง” และเป็นสถานที่ใช้อุปกรณ์ควบคุมแสงมาตั้งแต่ยุค 80
       
       บ็อบ ปาร์กส์ (Bob Parks) ผู้อำนวยการสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association) ประกาศให้เกาะเซาท์ไอส์แลนด์เป็นหนึ่งในดินแดนที่ดีที่สุดบนโลกสำหรับการดู ดาว เพราะเป็นแหล่งที่เกือบปราศจาก “มลภาวะทางแสง” และเป็นสถานที่ขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งได้รับยกย่องให้เป็น “เขตอนุรักษ์ฟ้ามืดสากล” (International Dark Sky Reserve)
       
       สเปซด็อทคอมระบุว่าทางสมาคมได้ประกาศสถานที่เหมาะแก่การดูดาวมากที่ สุดในโลกแล้วทั้งหมด 4 แห่ง โดยบริเวณที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นเขตอนุรักษ์ฟ้ามืดได้นี้ ต้องมีคุณสมบัติเป็นเขตอนุรักษ์ได้ต้องสร้างให้มีสภาพแวดล้อมยามค่ำคืนมีฟ้า ที่มืดสนิท และไม่มีมลพิษทางแสงรบกวน
       
       สถานที่แห่งใหม่ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ความมืดสำหรับ ท้องฟ้านี้ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติอาโอรากิ (Aoraki) และ ภูเขาเมานท์คุก (Mt.Cook) ของนิวซีแลนด์ รวมถึงลุ่มน้ำแมคเกนซี (Mackenzie Basin) โดยมีชื่อเขตอนุรักษ์ว่า “เขตอนุรักษ์ฟ้ามืดโออากิแมคเกนซี” (Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve) ซึ่งกินพื้นที่มากกว่า 4,144 ตารางกิโลเมตร
       
       ทั้งนี้ เป็นการประกาศที่เกิดขึ้นใกล้เคียงการประชุมแสงดาวนานาชาติ (International Starlight Conference) ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในนิวซีแลนด์ระหว่างวันที่ 11-13 มิ.ย.55 ซึ่งการประชุมดังกล่าวพยายามเน้นย้ำว่า ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดาวนั้นเป็นมรดกพื้นฐานของมนุษยชาติ และการปกป้องท้องฟ้าที่มืดมิดนั้นเป็นเรื่องจำเป็นในการสร้างความมั่นใจว่า คนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปนั้นจะมีโอกาสได้มองเห็นดวงดาว
       
       ทั้งนี้ ผู้ก่อตั้งแขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าในนิวซีแลนด์ตระหนักว่า ฟ้ายามค่ำคืนนั้นมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในพื้นที่ อย่างประชากรกลุ่มแรกของพื้นที่เช่นชนเผ่าเมารี (Maori) นั้น ไม่ได้ใช้ท้องฟ้ายามค่ำคืนเพื่อนำทางสู่เกาะเท่านั้น แต่พวกเขายังสร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับดาราศาสตร์และดวงดาวขึ้นเป็นวัฒนธรรม ของตัวเอง และยังใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
       
       เมื่อเดือนที่ผ่านมาสเปซด็อทคอมระบุว่าทางสมาคมได้ประกาศจุดแรกที่ เหมาะแก่การดูดาวที่สุดคือ เขตอนุรักษ์ธรรมชาตินามิบแรนด์ (the NamibRand Nature Reserve) ในแอฟริกา ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศนามิเบีย ส่วนลุ่มน้ำแมคเกนซีนั้นเป็นบริเวณที่มีท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ชัดเจนที่สุด มืดมากที่สุดและน่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดในนิวซีแลนด์
       
       ทั้งนี้ อุปกรณ์ควบคุมแสงไฟนอกอาคารถูกนำไปติดตั้งในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ช่วง ทศวรรษ 1980 ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นไม่เพียงแต่ลดมลภาวะทางแสงให้แก่ หอดูดาวเมานท์จอห์น (Mt. John Observatory) ที่อยู่ใกล้ๆ แต่ยังช่วยประหยัดพลังงาน ปกป้องชีวิตสัตว์ป่า และทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมสำหรับการดูดาวด้วย